ข่าวประชาสัมพันธ์
SUS ครองตำแหน่งผู้นำตลาดการแปลงขยะเป็นพลังงานในไทย ด้วยโมเดลบูรณาการด้านเทคโนโลยี การผลิตและบริการ
![]() |
เซี่ยงไฮ้, 22 ตุลาคม 2568 /PRNewswire/ — ท่ามกลางกระแสความร่วมมือระดับโลกในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยีการแปลงขยะให้เป็นพลังงาน (Waste-to-Energy: WtE) ได้กลายเป็นแนวทางสำคัญในการรับมือกับความท้าทายสองประการของประเทศไทย ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการจัดการขยะในเขตเมือง ทั้งนี้ ตามแผนพัฒนาในไตรมาสที่ 3 ของรัฐบาลไทย ได้กำหนดให้มีการพัฒนาโรงงานแปลงขยะเป็นพลังงานแห่งใหม่จำนวน 39 แห่ง โดยมีกำลังการแปรรูปขยะทั้งสิ้น 168,211 ตันต่อวัน
ประเทศไทยถือเป็นจุดหมายในต่างประเทศแห่งแรกของบริษัท SUS ในช่วงเวลานั้น แม้ว่าตลาดไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่ก็มีผู้ประกอบการท้องถิ่นที่มีความมั่นคงแข็งแกร่งครองตลาดอยู่ก่อนแล้ว ด้วยการนำนวัตกรรมทางเทคโนโลยีมาใช้เป็นจุดแข็งหลัก SUS จึงได้ปรับใช้กลยุทธ์ระยะยาว โดยจัดตั้งนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย พร้อมเปิดสำนักงานตัวแทนเพื่อเสริมเครือข่ายการดำเนินงานในพื้นที่ให้มั่นคงยิ่งขึ้น
ความมุ่งมั่นระยะยาวนี้สามารถสร้างผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยจนถึงเดือนพฤษภาคม 2568 บริษัท SUS ได้จัดหาอุปกรณ์ให้แก่สายการเผาขยะรวมทั้งหมด 12 สาย จากจำนวนทั้งหมด 39 สายในประเทศไทย คิดเป็นกำลังการแปรรูปขยะรวม 7,100 ตันต่อวัน หรือคิดเป็นส่วนแบ่งตลาดประมาณ 35% ส่งผลให้บริษัทก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการจัดหาเทคโนโลยีและอุปกรณ์สำหรับการเผาขยะในประเทศไทย
ตำแหน่งผู้นำตลาดนี้มีพื้นฐานมาจากความได้เปรียบเชิงเทคโนโลยี การผลิต และบริการที่ SUS ได้พัฒนาและปรับปรุงโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง
เทคโนโลยีตะแกรงเผาขยะขนาดใหญ่ (large-grate technology) ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ช่วยให้การเผาไหม้มีประสิทธิภาพสูง ให้ความเสถียรด้านความร้อนที่เหนือกว่า และกากเถ้าที่เหลือมีอัตราการสูญเสียจากการเผาไหม้ (loss-on-ignition rate) ต่ำ เมื่อเทคโนโลยีนี้ถูกรวมเข้ากับระบบผลิตไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง จะสามารถเพิ่มผลผลิตพลังงานไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันยังช่วยลดการปล่อยคาร์บอนอีกด้วย นอกจากนี้ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Digital Twin ยังทำให้สามารถปรับการดำเนินงานให้เหมาะสมแบบเรียลไทม์และรวบรวมสะสมข้อมูลที่มีค่าได้ ส่งผลให้กระบวนการเผาขยะมีความปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
เพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีดังกล่าว SUS ได้ดำเนินการศูนย์การผลิตขนาด 50,000 ตารางเมตร โดยมีกำลังการผลิตต่อปีจำนวน 200 ระบบตะแกรงเผา (แต่ละระบบรองรับขยะได้ 500 ตันต่อวัน) ระบบเหล่านี้ได้รับการรับรองมาตรฐาน CE Certification ตามมาตรฐานของสหภาพยุโรป (EU CE standard) โดยมีทีมบริการหลังการขายมืออาชีพที่ให้การตอบสนองอย่างรวดเร็วภายใน 2 ชั่วโมง และให้การสนับสนุนหน้างานภายใน 48 ชั่วโมง
โมเดลแบบบูรณาการที่ผสาน "เทคโนโลยี + การผลิต + การบริการ" นี้ ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในตลาดไทย โดยมีหลักฐานที่แสดงถึงความสำเร็จดังกล่าว คือการเข้าซื้อกิจการของบริษัทผู้นำในท้องถิ่นอย่าง Super Earth Energy 1 Co., Ltd. ในปี 2567 และการเริ่มก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าขยะนนทบุรี (Nonthaburi WtE Plant) ในเวลาต่อมา ด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่งเช่นนี้ SUS จึงพร้อมที่จะเริ่มประวัติศาสตร์บทใหม่ในการขยายธุรกิจทั่วประเทศไทยและตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในวงกว้าง
เกี่ยวกับ SUS Environment
SUS ENVIRONMENT เป็นผู้ให้บริการด้านสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจรชั้นนำระดับโลก *ณ เดือนมิถุนายน 2568 บริษัท SUS ENVIRONMENT ได้จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการ 11 แห่งทั่วโลก ซึ่งให้บริการด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานแก่ผู้คนกว่า 100 ล้านคน บริษัทได้ลงทุนและก่อสร้างโครงการแปลงขยะเป็นพลังงาน (นิคมอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำเชิงนิเวศ) จำนวน 90 โครงการ โดยมีกำลังการแปรรูปขยะมูลฝอยชุมชนเกือบ 120,000 ตันต่อวัน และกำลังผลิตพลังงานสีเขียวที่ราว 18,000 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี อุปกรณ์และเทคโนโลยีของบริษัทถูกนำไปใช้ในโรงงานแปลงขยะเป็นพลังงานกว่า 300 แห่งทั่วโลก โดยมีกำลังการแปรรูปขยะมูลฝอยชุมชนกว่า 300,000 ตันต่อวัน*
*ข้อมูลจาก Environmental Sanitation Net of China และข้อมูลสาธารณะ โดยครอบคลุมขนาดการออกแบบทั้งหมด ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568
Source : SUS ครองตำแหน่งผู้นำตลาดการแปลงขยะเป็นพลังงานในไทย ด้วยโมเดลบูรณาการด้านเทคโนโลยี การผลิตและบริการ
The information provided in this article was created by Cision PR Newswire, our news partner.The author's opinions and the content shared on this page are their own and may not necessarily represent the perspectives of ThailandChina.




You must be logged in to post a comment Login