ข่าวประชาสัมพันธ์
การเสวนาจีน-เม็กซิโกว่าด้วยระบบขนส่งทางราง เน้นนำเสนอการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนและความร่วมมือด้านวัฒนธรรม
เม็กซิโกซิตี, 8 กรกฎาคม 2569 /PRNewswire/ — เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ผู้แทนจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) หน่วยงานภาครัฐของจีนและเม็กซิโก สมาคมอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจ ได้ร่วมกันจัดการประชุม China-Mexico Dialogue for a Green Future on Rail Transit (การเสวนาจีน–เม็กซิโกเพื่ออนาคตสีเขียวด้านระบบขนส่งทางราง) ที่กรุงเม็กซิโกซิตี เพื่อร่วมสำรวจว่าระบบขนส่งที่ยั่งยืนสามารถยกระดับการสัญจรภายในเมืองให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นได้อย่างไร พร้อมทั้งเสริมสร้างสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างทั้งสองประเทศ งานดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ "Green Mobility, Shared Civilizations" (การคมนาคมสีเขียว อารยธรรมที่แบ่งปันร่วมกัน) เพื่อเป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

China-Mexico Dialogue on Rail Transit Highlights Sustainable Urban Development and Cultural Cooperation
การหารือมุ่งเน้นไปที่บทบาทของระบบขนส่งทางรางในการช่วยให้เมืองต่าง ๆ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกันก็สามารถรองรับความต้องการด้านการเดินทางที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ เนื่องด้วยกรุงเม็กซิโกซิตีเดินหน้าลงทุนในการเปลี่ยนระบบขนส่งสาธารณะของเมืองให้หันมาใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้เข้าร่วมงานต่างชี้ให้เห็นถึงโอกาสที่เพิ่มขึ้นสำหรับความร่วมมือระหว่างจีนและเม็กซิโกในด้านการคมนาคมในเมืองอย่างยั่งยืน ภายในงาน บริษัท CRRC ได้นำเสนอระบบขนส่งทางรางที่ได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพการปฏิบัติงานในท้องถิ่น พร้อมทั้งผสานองค์ประกอบทางวัฒนธรรมของเม็กซิโกเข้าไว้ ขณะที่ผู้แทนจากองค์การยูเนสโกได้ยกกลยุทธ์ด้าน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) ที่บริษัทนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น ให้เป็นตัวอย่างของการบูรณาการหลักความยั่งยืนเข้าไว้ในการดำเนินธุรกิจประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม

China-Mexico Dialogue on Rail Transit Highlights Sustainable Urban Development and Cultural Cooperation
Wang Feng ประธานบริษัท CRRC Corporation Limited กล่าวว่า กลยุทธ์ระยะยาวของบริษัทคือการช่วยให้เมืองต่าง ๆ สร้างระบบขนส่งที่สะอาดยิ่งขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับประเทศเม็กซิโก แนวทางดังกล่าวหมายถึงการผสานเทคโนโลยีระบบรางที่ล้ำสมัยเข้ากับการดำเนินงานที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น รวมถึงการปฏิบัติตามหลัก ESG เพื่อพัฒนาโซลูชันที่สะท้อนถึงลำดับความสำคัญและความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง
ภายในงาน Wang Qiaolin ประธานบริษัท CRRC Zhuzhou Locomotive Co., Ltd. และ José Luis Perea González รองผู้อำนวยการใหญ่ของสถาบันมานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์แห่งชาติของเม็กซิโก ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงความร่วมมือเพื่อจัดตั้งโครงการอนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรมจีน–เม็กซิโก (China-Mexico Cultural Preservation and Communication Project)
นอกจากนี้ แขกผู้มีเกียรติยังได้ร่วมเปิดตัวรายงานความยั่งยืนของ CRRC ในเม็กซิโก (CRRC in Mexico Sustainability Report) ประจำปี 2568 ซึ่งจัดทำขึ้นโดยสอดคล้องกับวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน พ.ศ. 2573 ขององค์การสหประชาชาติ (UN 2030 Agenda for Sustainable Development) และกรอบกฎระเบียบของประเทศเม็กซิโก โดยรายงานดังกล่าวนำเสนอภาพรวมของการดำเนินงานด้าน ESG ของ CRRC ในเม็กซิโก พร้อมบันทึกผลลัพธ์ด้านการลดการปล่อยคาร์บอนจากโครงการที่บริษัทดำเนินการในระบบรถไฟฟ้าใต้ดินของเม็กซิโกซิตีและระบบรถไฟรางเบา ตลอดจนโครงการต่าง ๆ ในเมืองกวาดาลาฮารา มอนเตร์เรย์ และกัมเปเช นอกจากนี้ รายงานยังกล่าวถึงการสนับสนุนด้านการขนส่งที่ CRRC ได้จัดเตรียมไว้สำหรับการแข่งขันฟุตบอลระดับโลกด้วย
ในงานยังมีการจัดการเสวนาแบบคณะผู้เชี่ยวชาญโดยมุ่งเน้นสองหัวข้อหลัก ได้แก่ "Smart Mobility and Urban Resilience" (การคมนาคมอัจฉริยะและความสามารถในการฟื้นตัวของเมือง) และ "Cultural Stewardship and Inclusive Communities" (การดูแลรักษามรดกทางวัฒนธรรมและการสร้างชุมชนที่ครอบคลุมอย่างเท่าเทียม) ผู้เข้าร่วมได้หารือถึงบทบาทของระบบขนส่งทางรางในการช่วยให้เมืองต่าง ๆ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่ไปกับการยกระดับประสิทธิภาพการเดินทางของประชาชน ตลอดจนบทบาทของระบบรางในฐานะพื้นที่สาธารณะที่ช่วยเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม งานดังกล่าวปิดท้ายด้วยนิทรรศการภาพวาดและงานหัตถกรรมที่สร้างสรรค์โดยเด็ก ๆ ชาวจีนและเม็กซิโก การสาธิตเชิงโต้ตอบเกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของจีน และการแสดงที่สะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเม็กซิโก
The information provided in this article was created by Cision PR Newswire, our news partner.The author's opinions and the content shared on this page are their own and may not necessarily represent the perspectives of ThailandChina.


